Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: รำลึกอดีต กับการพบกันครั้งแรก
chajang

Date:
รำลึกอดีต กับการพบกันครั้งแรก
Permalink   


อิอิ มันว่างค่ะ แล้วพี่บอลก็อนุญาตแล้วด้วยว่าให้ก้อนเอาบทความที่เขียนถึงการนัดพบกันครั้งแรกของชมรมภารตะภาพยนตร์มาลงได้


วันนี้เลยเอามาลงให้ได้อ่านกันค่ะ


*******


เยี่ยมพาหุรัด.. กับการพบกันครั้งที่หนึ่ง


Chajang : “ดีค่า พี่บอล ตกลงเจอกันวันไหนดี”
p’ball  : “ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง แต่วันเสาร์ที่ 25 พี่ว่างครับ”
Chajang : “ยุ้ยว่าไง”
Yui : “ได้เลย เอาจิ ที่ไหนดี?”
Chajang : “แม็ค เดอะมอลล์บางกะปินะ นั่งได้นานดีด้วย”
Yui  : “ก็ดีนะ ไม่แพงมาก เราจะหมดตัวแล้วอ่าาา อิอิ ”
p’ball  : “ดีครับ เป็นการพบกันครั้งแรกของสมาชิกชมรมภารตะภาพยนต์เลยนะเนี่ย”
Chajang : “อ๊ะ ขอเปลี่ยนได้ป่ะคะ จากนั่งคุยเฉยๆ เป็นไปพาหุรัดแทนนะ เดี๋ยวก้อยพาไปกินอาหารอินเดียด้วย”
p’ball  : "เอ่อ.. ก็ดีนะ พี่ว่าจะไปธุระที่บ้านหม้อด้วย"
Yui  : " ดีดี แล้วจาเจอกันที่ไหนอ่า"
p’ball  : "เจอกันที่แม็คดิโอลล์แล้วกันนะ แล้วเดินไปพาหุรัด ก้อยรู้ทางใช่มะ"
Chajang :  "ทางในพาหุรัดน่ะก้อยรู้ค่ะ แต่ไม่เคยเดินจากดิโอลล์ไปพาหุรัดเลยง่าา"
p’ball  :  "งั้นเดี๋ยวพี่ถามอมิตเอา อมิตไปบ่อยๆ"
Chajang : "โอเชค่ะ งั้นวันเสาร์ที่ 25 เจอกันที่แม็คดิโอลล์ กี่โมงดี?"
p’ball  :  "10.30 น."
Chajang : "หาาา โห.. ขอเวลาน้องๆหน่อยดิคะพี่ 11.30 นะ"
p’ball  : "โอเค ได้ครับ น้องยุ้ยว่าไง"
Yui  : "ได้อยู่แล้ว เย่"
Chajang : "โอเค ทุกคนเจอกันที่ แม็คดิโอล เวลา 11.30 น. รับทราบ"
p’ball  :  "ครับ เย่"
Yui  :  "โอเชชช"


        "เย่ ในที่สุดเราก็จะได้เจอกันแล้ว..."  ในที่สุดสมาชิกแรกเริ่มของชมรมภารตะภาพยนต์ทั้งสาม ได้แก่ พี่บอล (MR. Mohabbatein) , ก้อย (ประธานชมรมคนรักชารุ) และยุ้ย (คนรักหนังอินเดียทั้งเก่าใหม่ชนิดติดหนับ) ซึ่งคุยกันผ่านทาง MSN มานานกว่าสองเดือนก็ได้ฤกษ์มาพบหน้ากันอย่างเป็นทางการ ณ สถานที่นัดพบอันได้แก่ ดิโอล สยามพลาซ่า บนถนนพาหุรัด ซึ่งเป็นสวรรค์ของคนรักหนังอินเดีย.. ดิโอลสยามพลาซ่า หรือที่เราเรียกกัน ย่อๆว่า "ดิโอล" นั้น ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองเก่าติดกับโรงหนังเก่าเฉลิมกรุง ที่มีหนังอินเดีย (ฉบับซาวด์แทรก) เข้าฉายเป็นประจำ   อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับบ้านหม้อ และพาหุรัด หรือ "ลิเติ้ลอินเดีย" ที่คนไทยรู้จัก เป็นสถานที่ที่เราคิดกันว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประชุมครั้งแรกของชมรมภารตะภาพยนต์


        เช้าวันที่ 25 ก้อย และยุ้ยนัดเจอกันก่อนที่เดอะมอลล์บางกะปิ โดยมี ปอ น้องสาวของยุ้ย ซึ่งเป็นคนรักหนังอินเดียแบบภาคบังคับ (พี่บังคับดู) ติดสอยห้อยตามไปด้วยอีกหนึ่งหน่อ ระยะทางจากเดอะมอลล์บางกะปิไปถึงดิโอลล์นั้นค่อนข้างไกล และเนื่องจากว่าค่อนข้างสายมากแล้ว เราจึงตัดสินใจใช้บริการแท็กซี่ และรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นหลัก แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะถึงที่นัดหมายเนื่องจากการจราจรค่อนข้างแออัด เราสามคนวิ่งบ้างเดินบ้างสุดชีวิต เพราะพี่บอลโทรมาบอกว่ารออยู่แล้วที่ แบล็คแคนย่อน ดิโอลล์ ชั้นสอง พร้อมกับเพื่อนซึ่งเราเข้าใจว่าเป็น "อมิต" หนุ่มแขกแท้ๆสดจากไร่ที่พี่บอลเคยเล่าให้ฟัง และบอกว่าจะมาด้วยกัน  พอไปถึงดิโอลล์เราโทรติดต่อกันอีกครั้งและตกลงกันว่าจะมาเจอกันที่หน้าแม็ค ซึ่งอยู่ใกล้กับบันไดทางขึ้นชั้นสอง..   “เฮ้ย!! ก้อย แล้วพี่เค้าจะรู้ได้ไงอ่ะ ว่าใครคือเรา แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าใครคือพี่บอล” ยุ้ยหันมาถามก้อยอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้าว!! แล้วไม่ได้บอกเค้าไปเหรอว่าแต่งตัวยังไง แต่พี่บอลเค้าบอกให้มองหาคนที่อ้วนๆ หน้าโหดๆ อ่ะนะ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ..” ก้อยตอบกลับอย่างขำๆ
     


       ห้านาทีผ่านไปเราก็สังเกตเห็นชายหนุ่งร่างท้วมในเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาดูไปไม่โหดอย่างที่คิด กับอีกหนึ่งหนุ่มที่ดูยังไงก็ไม่ใช่แขก แต่เป็นอาตี๋มากกว่า เดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าลังเลเล็กน้อย ยุ้ยกับก้อยมองหน้ากันเป็นเชิงถามว่าใช่ป่ะเนี่ย คนเนี้ย ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกโทรศัพท์ขึ้นมากด ยุ้ยก็ชิงถามออกไปก่อนว่า "ใช่พี่บอลรึเปล่าคะ" เสียงตอบกลับมา ทำเอาโล่งอกว่า  "ใช่ครับ พี่เอง แล้วนี่.. คนไหนก้อย ยุ้ย ปอเนี่ย" เราสามคนแนะนำตัวกันแทบไม่ทัน มือไม้ชี้กันให้วุ่นไปหมด "นี่ที่ตัวเล็กๆ (อวบๆ) นี่ก้อยค่ะ นี่ยุ้ย (ยุ้ยสมชื่อแหละ) แล้วก็ที่สูงๆนี่ปอ"..  "นี่เพื่อนพี่ครับ ชื่อเจต ไม่ค่อยเกี่ยวกับหนังเท่าไหร ได้ดูอยู่ไม่กี่เรื่อง" พี่บอลชี้ไปทางหนุ่มหน้าตี๋ที่เราคิดไม่ตกว่า ทำไมอมิตที่พี่บอลบอกว่าเป็นแขก ถึงได้หน้าตาไม่ค่อยแขกเลยน้า เราถึงได้บางอ้อกันว่าไม่ใช่อมิต แต่เป็นเพื่อนพี่เค้านี่เอง.. "อ้าว แล้วอมิตล่ะคะ " ก้อยสงสัยก่อนเพื่อน "อมิตมาไม่ได้ครับ เมื่อเช้าพี่โทรไปยังอยู่มีนบุรี"..  "โอเช งั้นเราไปกันเลยดีกว่า.. ว่าแต่ทางไหนอ่ะพี่" ระหว่างที่เราทักทายกันสมาชิกทั้งหมด (5 คน) ก็เคลื่อนขบวนไปทางซ้ายของแม็คเลียบตามถนนตามที่ป้ายเขียนไว้ว่าพาหุรัด  จนมาหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของดิโอลล์กันอย่างงงๆ  "ยุ้ยบอกว่าอาจารย์เคยสอนเดินไม่ใช่เหรอ" ยุ้ยหันมาทำหน้ายุ่งๆ ก่อนจะตอบว่า   "มันนานแล้วอ่ะ อาจารย์สอนให้เริ่มเดินตั้งแต่แม็ค เดินไปตามถนน แล้วจะเจอสะพานลอยอ่ะ นี่ไม่เห็นมีสะพานลอยเลย"  น้องๆ หันไปมองหน้าพี่บอลกันสลอน "เดี๋ยวพี่โทรถามอมิต" พี่บอลตอบพลางยกหูโทรศัพท์มาคุยอยู่พักย่อยๆ "อมิตบอกต้องผ่านเซ็นทรัล" แต่ ไม่ว่าเราทั้งห้าคนจะพยายามมองยังไงก็ไม่มีมุมไหนคุ้นตาสักที พี่บอลจึงตัดสินใจควักแผนที่ออกมาดู "พี่เอาแผนที่มาด้วย ลองดูกัน"  แต่ไม่ว่าจะพลิกซ้าย พลิกขวา ตะแคงหน้าหลัง ยังไงพวกเราก็อ่านแผนที่กันไม่ได้เรื่องอยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว พี่บอลตัดสินใจมองหาเหยื่อ (ถามทาง) จนเห็นป้าคนนึงท่าทางว่าจะเป็นคนในพื้นที่เดินผ่านมา พี่บอลไม่รอช้า ฉวยแขนป้า(เบาๆ) "ป้าครับ พาหุรัดไปทางไหน" ป้ามองหน้าแล้วตอบแบบงงๆ ว่า "ก็เนี่ยแหละพาหุรัด" พวกเราเริ่มใจหาย แต่พี่บอลยังไม่ลดละ "แล้วเอทีเอ็มล่ะครับ" "ถ้าเอทีเอ็มก็เดินตรงไปหน่อยแล้วเลี้ยวขวา" ค่อยยังชั่วหน่อยในที่สุดก็พอจะเข้าเค้า พวกเราเดินตรงไปตามทางที่ป้าชี้ เรื่อยๆ (พี่บอลยังไม่วายไปคว้าแขกมาถามทางอีก แต่สรุปไม่ค่อยได้ศัพท์) เลาะริมถนนที่ข้างทางส่วนมากเต็มไปด้วยร้านขายผ้านานาชนิด หลากสีสัน ในที่สุดก็มองเห็นสะพานลอยอย่างที่ยุ้ยบอก และเซ็นทรัล  "ใช่แล้วนี่แหละ ทางนี้เลยพี่ ก้อยจำได้แล้ว นี่ไงเซ็นทรัล นั่นไงซอยที่ต่อไปสำเพ็ง"  "เอาเลยก้อย นำเลย" พี่บอลตะโกนตามหลัง ก้อยเดินนำขบวนไปจนถึงใต้สะพานลอยแล้วเลี้ยวขวา ทางเดินและมุมมองที่คุ้นเคยก็ปรากฏแก่สายตา พวกเราเลี้ยวขวาใต้สะพานลอย หันหน้าสวนทางกับรถที่ขับเรียงกันเพราะเป็นทางวันเวย์ที่ค่อนข้างแคบ ทางขวามองเห็นร้านขายผ้าประปราย และซากอาคารหลังใหญ่ ที่คลุมไว้ผ้าใบสีเขียว ซึ่งก็คือห้างเอทีเอ็มที่เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อนานมาแล้วที่เรารู้กันดี ด้านซ้ายเต็มไปด้วยร้านขายของหลายชนิด ทั้งขนม, อาหาร และเครื่องเทศ, ตุ๊กตา ฯลฯ รวมทั้งแขกที่เดินผ่านเราไปมาเยอะกว่าปกติ ทำให้เราแน่ใจสุดๆว่ามาถึงที่ที่ต้องการ...


          "เราจะเดินกันก่อนแล้วค่อยกิน หรือจะไปกินกันก่อนดีคะ" ก้อยหันไปขอความเห็นพี่บอล "ก้อยว่าไง" พี่บอลที่เดินตามมาติดๆ ถามกลับ "ก้อยเริ่มหิวแล้วอ่าาา" "โอเช งั้นเราไปเริ่มที่ร้านอาหารกันก่อน ก้อยนำนะ".. "ค่ะ" ก้อยรับปากและเดินนำพาสมาชิกข้ามถนนมาทางฝั่งซ้ายที่มีร้านขายของ เดินตรงไปประมาณ 100 เมตร จนมาถึงซอยเล็กๆ แล้วเงยหน้ามองป้ายเหนือซอย ท่ามกลางป้ายมากมายก็พบป้ายหนึ่งที่มองหา "Panjabi Sweet" ก้อยพาสมาชิกเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอย และตรงไปจนเกือบสุดซอย "ร้านนี้ก้อยเคยมากินกับราหุล คนค่อนข้างเยอะหน่อย" ก้อยชี้ไปทางประตูไม้ติดกระจกทางซ้ายมือ ประตูไม้ที่ติดกระจกใส ทำให้มองเห็นภายในร้านค่อนข้างชัด ในร้านคน(แขก) ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงพอดี สมาชิกมองเข้าไปอย่างหวาดๆ ยุ้ยเกาะแขนก้อยแล้วสั่นเบาๆ "ก้อย ยุ้ยว่าเราไปร้านเดิมเหอะ"... "แล้วอีกร้านเป็นยังไง" พี่บอลถาม "อีกร้านอยู่ซอยถัดไปอ่ะค่ะ ไม่ค่อยมีคน อาหารก็รสชาติค่อนข้างออกไทยหน่อย" "โอเค งั้นลองไปดูกัน ร้านนี้พี่ว่าเราคงนั่งคุยกันนานไม่ได้" สมาชิกทั้งหมดหันหลังกลับ เดินออกจากซอยแล้วเลี้ยวซ้ายเลาะริมถนนอีกครั้ง เดินตรงไปอีกเล็กน้อยก็สามารถมองเห็นป้ายร้าน "DVD World" สีเขียวเด่นชัด ก่อนนั้นมีซอยเล็กๆ  และป้ายสีขาวชี้เข้าไปในซอยเขียนว่า "Royal India Restaurant" ก้อยยกมือชี้เข้าไปในซอย ทุกคนเดินตามเข้าไปโดยไม่มีคำถามใดๆ  ประมาณ 50 เมตรลึกเข้าไปในซอย เต็มไปด้วยหน้าตาที่เราเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ไทยแท้ แต่เป็นหน้าตาแบบชาวอินเดียทั้งชายหญิง นั่งบ้าง ยืนคุยกันอยู่บ้าง ก้อยเดินมาหยุดที่หน้าประตูไม่ฉลุทึบบานหนึ่ง แล้วผลักประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างอบอุ่น ร้านขนาดกลางที่ผนังโดยรอบคล้ายกับก่อด้วยอิฐสีแดงอมส้ม โต๊ะเก้าอี้ที่เข้าชุด แบ่งออกเป็นโต็ะขนาด 4 ที่ และขนาดยาว 6 ที่อยู่ด้านในสุด ตกแต่งผนังด้วยรูปภาพ และภาพข่าวจากนิตยสารเก่า พวกเราทั้งหมดเดินตรงเข้าไปด้านใหญ่ในสุดโดยไม่ต้องให้บอก และแยกย้ายกันนั่งตามสะดวก โดยเฉพาะพี่บอลที่สะดวกกว่าเพื่อเพราะครองคนเดียวเกือบสองเก้าอี้  เมื่อได้ที่แล้วพวกเราก็เริ่มตั้งหน้าตั้งหาคุยกันอย่างออกรส หัวข้อส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับ bollywood เป็นหลัก และเรื่องทั่วไปบ้าง แถมด้วยปรัชญานิดหน่อย..


          สักครู่พนักงานของร้าน เป็นหญิงค่อนข้างสูงวัยหน้าตาค่อนไปทางจีนหน่อยๆ แต่แต่งตัวด้วยชุดชุรีดาร์ (หรือซัลวา-คามีส ชุดผู้หญิงแบบปันจาบิ เป็นเสื้อตัวยาวประมาณเกือบถึงเข่า กางเกงบางๆและผ้าคล้องคอ) สีเขียว ก็เดินตรงเข้ามาและแจกเมนูให้ทุกคนระหว่างการสนทนา เรารับเมนูเล่มสีน้ำเงินเข้ม ลายเส้นทัชมาฮาลสีขาว ปกเคลือบด้วยพลาสติกแข็ง มากันคนละเล่ม แล้วเปิดดูอย่างตั้งใจ "เอ่อ ขอปุริ สองค่ะ แล้วก็ ดาล.. สองเลยละกัน แล้วก็เพลน บาราท่าหนึ่ง"  ก้อยชิงสั่งอาหารที่ชอบก่อนเพื่อน "ยุ้ยว่าไง".. "ยุ้ยอยากลองแกงกะหรี่ไก่ แต่ก้อยต้องช่วยยุ้ยกินด้วยนะ คราวที่แล้วเราลอง ซาโมซ่าไปแล้วใช่ป่ะ คราวนี้ขอลองจาปาตีด้วย"  "เอ่อ โอเช.."  "งั้นแกงกะหรี่ไก่หนึ่งค่ะ จาปาตีหนึ่ง " ยุ้ยหันไปสั่งบ้าง "เอาข้าวด้วยมั๊ย" เจ้าของร้านถามกลับ "อ้าว ไม่ได้มาแบบราดข้าวเลยเหรอคะ.. เอ่อ  งั้นเอาข้าวมาหนึ่งก็ได้"  "ปอเอาเหมือนเดิม ข้าวหมกไก่นะ" "พี่บอลล่ะคะ" "พี่เคยกิน อลูบาราท่า เมื่อนานมาแล้ว อยากจะขอลองอีกสักที เจตว่าไง.." "มีอะไรที่เป็นเนื้อบ้างป่ะ".. "มีเนื้อไก่ กับแพะ เอาไร"  "อะไรก็ได้"..  "งั้นลองนี่ละกัน ชิคกาบาป เป็นเนื้อแพะนะ " "อืม" "งั้นขออลูบาราท่าสองครับ แล้วก็ชิคกาบาปหนึ่ง" พี่บอลหันไปสั่งบ้างหลังจากที่ตกลงกับพี่เจตเรียบร้อยแล้ว "ขอโยเกิรต์ด้วย"  พี่เจตเสริม  "เครื่องดื่มเอาอะไรดีคะ" เจ้าของร้านถามต่อ "ขอมาซาลา ทีค่ะ เสิร์ฟหลังอาหารนะคะ" ก้อยตอบโดยไม่ต้องคิด "ยุ้ยเอามาซาลา ทีด้วย ก้อยให้ลองคราวที่แล้วแล้วติดใจเลย"..  "พี่ขอลองแลสซี่มะม่วงนะ"  "งั้นมาซาลาทีสอง  แลสซี่มะม่วงสอง"


ในที่สุดเมนูในกระประชุมครั้งแรกก็ได้ผลเป็นที่เรียบร้อย พวกเรานั่งคุยกันต่ออีกสักพักใหญ่ อาหารก็ค่อยๆมาเรียงอยู่ตรงหน้า ประกอบด้วยปุรี (แผ่นแป้งที่ทอดจนพองคล้ายลูกโป่ง ร้อนมากๆ) ดาล (แกงถั่วเหลืองแบบอินเดีย กินกับปุริเข้ากันสุดๆ) แกงกะหรี่ไก่ (สีออกน้ำตาลเข้มและข้น รสชาติเข้มข้นกว่าของไทย ไม่มีผักเพราะอาหารอินเดียไม่นิยมใสผักลงในแกงเนื้อสัตว์) ข้าวหมกไก่ (หรือชิคเก้น บริยานี่ แตกต่างจากข้าวหมกไก่ของอิสลามเล็กน้อย)  จาปาตี (แผ่นแป้งที่จี่(วาง)จนสุกบนเตาบาราท่า เนื้อหนาและนุ่มกว่า นาน) เพลน บาราท่า (แผ่นแป้งปรุงวิธีเดียวกับจาปาตี แต่ทำจากแป้งคนละชนิด เนื้อเหนียวกว่าจาปาตี และไม่มีไส้)  อลูบาราท่า (บาราท่า ไส้มันฝรั่ง ค่อนข้างมัน) ชิคกาบาป (เนื้อแพะปั้นเป็นก้อน แล้วทอดหรือนึ่งจนสุก) มาพร้อมกับ ชัตนีย์ (เครืองจิ้มของอินเดีย ออกสีเขียวรสเผ็ดนิดหน่อยและเปรี้ยว) และโยเกิร์ต (นมเปรี้ยวแบบอินเดีย เอาไว้ทานกับอาหาร เช่น ข้าวหมก) พวกเราเริ่มมือกลางวันอย่างไม่รีรอ ต่างคนต่างสไตล์ ตามแต่ถนัด จะมือหรือช้อนส้อมก็ไม่มีใครว่าใคร ที่น่าสงสารหน่อยคงเป็นพี่เจต เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มานั่งในร้านและอยู่ต่อหน้าอาหารที่ไม่ค่อยจะคุ้นเคย เลยไม่รู้จะเริ่มตรงไหนยังไงดี ผิดกับคนอื่นๆ ที่ล่วงหน้ากันไปเยอะแล้ว แถมโยเกิร์ตที่สั่งมายังแตกต่างจากที่คิดไว้  เรากินกันไปคุยกันไป ลองนั่นลองนี่กัน อย่างสนุกสนานจนแทบจะไม่คิดว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เจอกัน เมื่ออาหารพร่องไปใกล้จะหมด เครื่องดื่มจึงเริ่มมาเสิร์ฟตามเวลา มาซาลา ที หรือ ชาร้อนอินเดีย ที่มีรสชาติเผ็ดและขมกว่าชาไทยด้วยสมุนไพร แต่เมื่อเติมน้ำตาลแล้วจะหวานง่ายมาก เป็นเครื่องดื่มโปรดของก้อยหลังอาหาร จากที่ตัวเองเป็นคนชอบดื่มชาอยู่แล้ว เมื่อได้มาเจอชาที่ทั้งหอมทั้งอร่อยอย่างนี้จึงติดเข้าอย่างง่ายดาย ส่วนยุ้ยที่เคยได้ลองมาครั้งนึงแล้วก็ติดใจไปตามกัน  ส่วนแลสซี่มะม่วง (แลสซี่คือนมเปรี้ยวปั่นแบบอินเดีย โดยมักจะใส่ผลไม้ต่างๆ เพิ่มเข้าไปด้วย ) ของพี่บอลกับพี่เจตนั้นรสชาติของมะม่วงสดแท้พร้อมเนื้อมะม่วงและนม ให้ความรู้สึกแปลกใหม่และน่าหลงใหล รสชาติออกคล้ายน้ำมะม่วงคั้นแต่นุ่มและข้นกว่ามาก จนพี่บอลถึงกับออกปากยอมรับว่าติดใจเข้าอย่างจัง เครื่องดื่มของอินเดียส่วนใหญ่จะไม่ผสมน้ำ แต่ใช้นมล้วนๆในการปรุง ซึ่งน่าแปลกที่ไม่หนักท้องและเหมาะจะดื่มหลังอาหารเป็นอย่างยิ่ง  ทุกคนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขกับเครื่องดื่มของตัวเอง พี่บอลสั่งเช็คบิล พร้อมควักกระเป๋า "ครั้งนี้พี่ขอนะ ถือว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับน้องๆที่ได้พบกันเป็นครั้งแรกละกัน" พูดจบก็จ่ายค่าอาหารไปเรียบร้อย ระหว่าที่รอเงินทอน เจ้าของร้านยกถาด Anisese มาให้ตามธรรมเนียม  (Anisese เป็นสมุนไพรที่มีไว้ให้อมหรือเคี้ยวดับกลิ่นหลังมื้ออาหาร ประกอบด้วยสมุนไพรหรือลูกอมหลายชนิด แล้วแต่ที่ทางร้านจะเตรียมให้ โดยมีสมุนไพรที่จัดอยู่ในจำพวกกระวานเป็นหลัก เมื่อเคี้ยวจะได้รสเผ็ดเล็กน้อยผสมกับความหอม เย็นซ่า คล้ายมิ้นท์ นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่ธรรมเนียมของร้าน โดยอาจจะมีน้ำตาก้อนใสๆขนาดสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ที่เรียกว่า Rock sugar , ลูกอมเม็ดเล็กๆ และเปลือกไม้เพิ่มเข้ามาก็ได้) พวกเราหยิบ Anisese เข้าปากกันคนละอย่างสองอย่าง เมื่อเจ้าของร้านนำเงินทอนมาให้ เราก็เริ่มลุกตามกันออกจากร้านไป ...


        เมื่อออกมาจากร้านก็ได้เวลาช๊อปที่รอคอย ก้อยเดินนำออกจากซอย มาหยุดตรงปากซอย แล้วหันกลับไปถามพี่บอล "พี่จะลองเดินร้าน DVD World ก่อนป่ะคะ เพราะร้านมันอยู่ฝั่งนี้"..  "อ่ะ ลองดูก่อนละกัน" พี่บอลตอบตามมา พวกเราจึงเดินเลี้ยวไปทางซ้าย ถัดไปอีกเล็กน้อยก็เห็นร้านกระจก ที่ด้านหน้าเต็มไปด้วยโปสเตอร์หนังอินเดียใหม่ๆ และชั้นวางโชว์ DVD เรื่องใหม่ที่เพิ่งออก ก้อยเดินนำผลักประตูกระจกเข้าไปในร้าน พนักงานในร้านเป็นหญิงแขกสูงวัยกล่าวทักทายและยิ้มมาจากเคาท์เตอร์ด้านขวาด้านในถัดจากชั้น DVD เมื่อเดินเข้าประตูไปเรามองเห็นชั้นวาง VCD ที่เรียงยาวตั้งแต่หน้าร้านไปจรดด้านใน VCD หนังอินเดียฉบับซาวด์แทรกทั้งเก่าและใหม่ วางเรียงอยู่เต็มแผง นอกจากนั้นริมผนังทุกด้านก็เต็มไปด้วยชั้นวาง VCD CD และ DVD ซึ่งมีอยู่มากมายและแบ่งเป็นโซน VCD, DVD และ CD เพลงต่างๆ อย่างชัดเจน พวกเราแยกย้ายเดินกระจายกันออกสำรวจตามอัธยาศัย  พี่บอลสนใจวีซีดี คาราโอเกะเป็นพิเศษ เพราะมีรวมฮิต คารีน่าวางอยู่บนชั้นด้วย หลังจากเลือกชมเลือกหากันอยู่สักพัก พี่บอลก็ตัดสินใจซื้อรวมฮิตคารีน่าแผ่นนั้นมาเป็นสมบัติ ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีใครได้ของที่ถูกใจ นอกจากก้อยที่เล็งนิตยสาร FilmFare ปกชารุ ที่วางไว้หลังเคาท์เตอร์คนขายและตั้งใจว่าจะย้อนกลับมาเอาถ้าร้านซันนี่ด้านในไม่มี เมื่อออกจากร้าน DVD wrold ก้อยพาสมาชิกข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วเดินเข้าซอยเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างศาลเจ้าแม่ทับทิมและห้างเอทีเอ็ม ปากซอยมีแผงขายผักและผลไม้ตั้งอยู่ทำให้ดูออกค่อนข้างลำบาก แต่ก้อยเดินนำไปด้วยความเคยชิน  ในซอยทั้งสองฝั่งซ้ายขวามีร้าน VCD DVD เรียงรายอยู่ โดยมีร้านหลักๆ อยู่สี่ร้านคือ ร้านซันนี่ใหม่เป็นร้านกระจก ซึ่งตั้งอยู่ปากซอยทางซ้ายมือ เดินถัดเข้าไปเป็นร้าน P.R.T. และซันนี่เก่าลึกเข้าไปด้านในทางฝั่งขวา และร้านจันดีตรงข้ามกับซันนี่เก่าทางฝั่งซ้าย นอกจากนั้นก็จะมีร้านตัดเสื้อและร้านขายเครื่องหอมอยู่ประปราย.. "เราจะเดินจากนอกเข้าใน หรือในออกนอกดีพี่" ก้อยถามก่อนเริ่ม shopping time... "เข้าไปดูข้างในก่อนแล้วกันครับ" ว่าแล้วสมาชิกทั้งหมดก็เดินตรงเข้าไปด้านในของซอยประมาณ 50 เมตร และแวะหยุดที่หน้าร้าน ซันนี่เก่าก่อนเป็นแห่งแรก ประตูกระจกบานเลื่อนถูกเลื่อนออกอย่างงายดาย บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยลูกค้า(แขก) กำลังเลือกดูเลือกชม VCD และ DVD ที่มีอยู่โดยรอบร้าน ภายในร้านมีตู้กระจกยาวกั้นเป็นเคาท์เตอร์ให้กับคนขาย และเป็นชั้นวางโชว์วีซีดีไปในตัว นอกจากนั้นโดยรอบรวมทั้งด้านหลังเคาท์เตอร์และยังเป็นชั้นวางขนาดสูงท่วมหัว เต็มไปด้วย VCD และ DVD ทั้งหนังและเพลงเรียงรายอยู่ นอกจากนั้นยังมีชั้นสำหรับวางม้วนวีดีโอสำหรับเช่า โต๊ะเล็กตั้งชิดผนังวางโปสเตอร์ดารา Bollywood หนาปึ๊กเหนือโต๊ะเป็นชั้นแขวนสำหรับใส่หนังสือสีขาว มีนิตยสารจากอินเดียหลายฉบับวางเรียงอยู่ ด้านในยังมีชั้นสำหรับวางเทปคลาสเซ็ท ซึ่งเป็นเพลงจากหนังทั้งเก่าใหม่ และวีซีดีหนังอินเดียฉบับพากษ์ไทยบางส่วน.. สมาชิกกระจายกันเลือกดูตามระเบียบ ไล่ดูกันจนตาลาย ทั้งขึ้นลงซ้ายขวา ก้อยเดินเข้าหาตู้กระจกเพื่อเลือกดู DVD หนังเก่าของชารุ เพื่อส่งไปให้กับพี่แก้วสมาชิกในชมรมคนรักชารุด้วยกัน จนได้ DVD ที่มีแผ่นละ 2 เรื่องมา 2 แผ่น (1 2 ka 4+ Bhir Phi Dil Hai Hindustani และ King Uncle + Kabhi Haan Kabhi Naa) พี่บอลกับยุ้ยแวะอยู่ที่โต๊ะที่วางโปสเตอร์และช่วยกันเลือกเป็นการใหญ่ จนได้โปสเตอร์ คารีน่า สุดที่รักสีแดงไปหนึ่งแผ่น ส่วนปอเดินเตร็ดแตร่อยู่รอบๆ ร้าน  "อ้อ เดี๋ยวพี่ซื้อวีซีดีให้น้องคนละเรื่องนะ เป็นที่ระลึก เลือกกันมาเลย"  พี่บอลหันมาบอก "จริงป่ะคะ "..น้องๆหันมาถามหน้าสลอน ยุ้ยซึ่งตั้งใจมาหาหนังเก่าของเฮม่า เดินเข้าไปถามเจ้าของร้านที่หน้าเคาท์เตอร์ "มีเรื่อง Jeeta - Geeta ของเฮม่า รึเปล่าคะ" เจ้าของร้านทวนชื่อหนังแล้วพยักหน้า พลางหันไปมองหาหนังดังกล่าว สักครู่ก็กลับมาพร้อมกล่อง DVD  "Jeeta - Geeta มีเหลือแต่ DVD นะ มีซับไตเติ้ล มีสองเรื่องคู่กับ Dream Girl" ยุ้ยรับกล่อง DVD มาดูด้วยความสนใจ "เอาเป็น DVD แทนได้ป่ะคะพี่บอล" ก้อยช่วยถาม "โห น้องเท่าไหร่กันเนี่ย" พี่บอลถามหวาดๆ "120 เองพี่ แถมได้สองเรื่องอีกต่างหาก" ก้อยตอบยิ้มๆ "โอ้ โอเค นึกว่าแพง" เมื่อได้รับคำอนุญาตยุ้ยก็รับเอา DVD กล่องนั้นไปเป็นสมบัติ พร้อมมองหา DVD รวมเพลงฮิตของเฮม่ามาเก็บไว้ส่วนตัวอีกหนึ่งกล่อง ส่วนก้อยเดินเข้าไปถามหา DVD Mohabbatein กับ Devdas แต่สองเรื่องนี้ไม่มีคู่ในแผ่นเดียวกัน มีแต่ Devdas ที่คู่กับ Devdas เวอร์ชั่นดิลิป คุมาร์ และ Mohabbatein คู่กับ Kabhi Khushi Kabhi Gham ทำให้ก้อยต้องใช้ความคิดอย่างหนัก "เอาอันไหนดีอ่ะ พี่บอล" ก้อยหันไปขอความเห็น "โห อันนี้บอกยากครับ น่าสนทั้งคู่ เลือกเองแล้วกันก้อย" พี่บอลปัดความรับผิดชอบอย่างขำๆ เพราะเห็นก้อยทำหน้าซีเรียสจริงๆ จังๆ "เอาอันนี้ละกัน" ก้อยตัดใจเลือก Mohabbatein + Kabhi Khushi Kabhi Gham  เมื่อออกจากร้านซันนี่ สมาชิกทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนไปด้านหน้าเข้าร้าน P.R.T. เป็นอันดับต่อไป ภายในร้านจัดไว้คล้ายๆ กันคือ ชั้นวาง VCD และ DVD ที่มีเพลงและหนังทั้งเก่าใหม่ เรียงรายสูงท่วมหัว แต่ออกจะโปร่งและสว่างกว่าร้านซันนี่เก่านิดหน่อย ลูกค้าก็ค่อนข้างเยอะพอๆ กัน พนักงานในร้านดูออกจะเยอะกว่า เดินปนกันไปกับลูกค้าส่งเสียงภาษาฮินดีกันคล่องปรื๋อ จากร้านนี้ก้อยได้วีซีดีเพลงของชารุเพิ่มมาอีกสองแผ่น แถมยังแอบแหล่พนักงานหนุมแขกหน้าหล่อ ผิวใสในร้านอยู่เนืองๆ คนที่น่าสงสารที่สุดตอนนี้คงเป็นพี่เจต เพราะรออยู่ข้างนอกไม่ยอมเข้ามา คาดว่าคงเริ่มเบื่ออารมณ์ฟุ้งเฟ้อของชมรมภารตะอยู่ตะหงิดๆ จนพี่บอลต้องออกไปยืนรอเป็นเพื่อน ส่วนพี่บอลก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเพราะบอกไว้แล้วว่าต้องละลายทรัพย์ที่บ้านหม้ออีกเยอะ หลังจากร้าน P.R.T. ก้อยไม่ลืมเตือนยุ้ยให้เดินเข้าร้านขายกำยาน เพราะแม่ยุ้ยกำชับว่าให้ซื้อกำยานไปเพื่อจุดไหว้พระด้วย งานนี้เฉพาะสาวๆ ที่เลือกกันสนุก ชายหนุ่มทั้งสองจึงได้แต่ยืนรอนอกร้าน เมื่อได้ของที่พอใจแล้วเราจึงเดินออกมาสมทบ แล้วเดินตรงเข้าร้านสุดท้าย ซึ่งก็คือ ซันนี่ใหม่ ที่ตั้งอยู่ใกล้ปากซอย แต่พอเข้าไปได้ซักพัก พี่บอลก็ขอตัวกับน้องๆ "เอ่อ น้องๆ ครับ พี่ขอแยกไปก่อนละกันนะ เพราะเดี๋ยวพี่กับพี่เจตจะไปบ้านหม้อกันต่อเลย".. "อ๋อ ได้ค่ะพี่บอล" สาวๆตอบ "แล้วมาคุยกันทางเอ็มต่อเน้อ" พี่บอลไม่ลืมเตือน  "ได้ค่าา ขอบคุณมากๆ สำหรับวันนี้ และของที่ระลึกค่ะ"  "ครับ ยินดีมากๆที่ได้มาเจอ ยุ้ย ก้อย แล้วก็ปอนะครับ" "ค่ะ ยินดีเช่นกันค่ะ" หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้วพี่บอลก็พาพี่เจตออกจากร้านไป ส่วนสาวๆ ยังคงยืนเลือกดูอะไรต่อมิอะไรอยู่อีกสักพัก จึงเดินออกมาอย่างใจเย็น ก้อยยังไม่ลืมเดินข้ามฝั่งเพื่อกลับไปซื้อนิตยสารที่เล็งไว้ในร้าน DVD World เสร็จแล้วก็พายุ้ยและปอขึ้นรถเมลล์เพื่อเดินทางกลับ ระหว่างทางบนรถเมลล์นั้น เราทั้งสามยังพูดคุยถึงการประชุมครั้งนี้ไม่ยอมเลิก แม้เราจะจบการประชุมครั้งนี้ด้วยกระเป๋าที่แฟบลงถนัดใจ แต่เวลาที่มีคนที่ชอบอะไรๆ เหมือนกัน ได้มาพบปะพูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน มันช่างดีอะไรอย่างนี้น้าา "การประชุมของชมรมภารตะภาพยนตร์" ครั้งนี้ ช่างเป็นอะไรที่เราประทับใจและคงไม่มีทางลืมได้ง่ายๆ แน่นอน...


chajang...



__________________
คุณ "โมฮับบะเทน"

Date:
Permalink   

สวัสดีครับน้องก้อย


   ได้อ่านข้อความแล้ว ก็รำลึกถึงวันนั้นนะครับ เป็นอะไรที่ สนุกและประทับใจมากเลยนะสำหรับพี่ และ น้องเจต ด้วย จากการไปประชฃุมในครั้งนั้นนะครับ จนป่านนี้ เจตยังไม่เคยลืม นมเปรี้ยวมะม่วงปั่น เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ยังพูดถึงอยู่ และ ปัจจุบัน เจตสามารถทำหม่ำได้เองแล้วที่บ้าน ซึ่งพวกเราต้องร่วมกันภูมิใจว่าทำให้เจต พบของอร่อยถูกใจเพราะการประชุมในวันนั้นนั่นเอง


    ต่อไปหวังว่าจะได้พบ น้องๆ แน่นอน  ก้อย ยุ้ย และ ปอ เราต้องได้พบกันอีก ครับในการประชุม และ หวัง ว่า จะไม่นานนี้แล้วครับ ตอนแรกว่าจะนัดกับยุ้ยอีกที ว่าเป็นช่วงเย็นๆ ของ


สัปดาห์นี้ แต่ กลายเป็นว่า เป็นช่วงลาพักร้อน ที่มีงานตามมาด้วย เลย ต้องลุยงานทั้งๆ ที่พักร้อน น่านๆๆๆๆๆ พี่เลยยังไม่ได้โทรไปปรึกษากันครับ อย่างไรก็ตาม อาจจะจัดหลัง งาน


ชาฮ์ รุข ข่าน ของก้อยครับ จะได้ คล่องตัวกันทุกคน งานนี้ พี่ว่าจะให้มีกิจกรรมเสริม สนุกๆ เข้ามา แต่กำลังคิดอยู่ครับ


  เพื่อนๆ ก็ เตรียมตัวนะครับ ขอให้มาร่วมประชุมกันนะครับ ผมจะประกาศกำหนดการในเร็วๆ นี้ ครับ


   ขอบคุณ สำหรับบทความ ครับน้องก้อย


                                                                รักทุกท่าน


                                                             คุณ "โมฮับบะเทน"


  



__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard